iTopPlus436463221970
ป้ายสองภาษา

ป้ายสองภาษาดีไหม? คู่มือตัดสินใจก่อนทำป้ายบริษัทและโรงงาน

.

ป้ายสองภาษาดีไหม

.

เจ้าของโรงงานและผู้บริหารบริษัทจำนวนมากมักติดอยู่กับคำถามเดียวกันตอนกำลังจะทำป้ายหน้าอาคาร นั่นคือ ป้ายสองภาษาดีไหม เพราะด้านหนึ่งก็อยากให้ลูกค้าและคู่ค้าต่างชาติอ่านชื่อบริษัทได้ถูกต้อง แต่อีกด้านก็เคยได้ยินมาว่าพอใส่ภาษาอังกฤษเข้าไปแล้วภาษีป้ายจะแพงขึ้นหลายเท่า ในมุมของผู้รับทำป้ายบริษัทที่เจอคำถามนี้แทบทุกโครงการ คำตอบไม่ได้มีแค่ใช่หรือไม่ใช่ แต่ขึ้นอยู่กับลูกค้าของคุณเป็นใครและป้ายนั้นตั้งอยู่ตรงไหน บทความนี้จะพาดูทั้งสองมุม ตั้งแต่เรื่องกฎหมาย ตัวเลขภาษีจริง หลักการออกแบบ ไปจนถึงการเลือกวัสดุ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้จริงก่อนสั่งผลิต

.

ป้ายบริษัทสองภาษาคืออะไร และนับอย่างไรในทางกฎหมาย

ก่อนจะไปถึงเรื่องคุ้มหรือไม่คุ้ม เราต้องเข้าใจก่อนว่าคำว่า "ป้ายสองภาษา" ในสายตานักออกแบบกับในสายตาเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้นไม่เหมือนกันเลย และความต่างตรงนี้เองที่ทำให้หลายบริษัทเสียภาษีแพงกว่าที่คิดโดยไม่รู้ตัว

นิยามเชิงกฎหมายภาษีป้าย vs นิยามเชิงการออกแบบ

ในเชิงออกแบบ ป้ายสองภาษาคือป้ายที่มีชื่อบริษัททั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ด้วยกัน แต่ในเชิงกฎหมาย พระราชบัญญัติภาษีป้ายมองละเอียดกว่านั้นมาก เพราะกฎหมายไม่ได้ดูแค่ว่า "มีสองภาษาหรือไม่" แต่ดูว่า "อักษรไทยอยู่ตรงไหน" ถ้าอักษรไทยอยู่เหนืออักษรต่างประเทศ ป้ายจะถูกจัดเป็นประเภทที่ 2 แต่ถ้าอักษรไทยอยู่ต่ำกว่า หรือเล็กกว่าจนไม่เด่น ป้ายจะกลายเป็นประเภทที่ 3 ทันที ซึ่งเสียภาษีในอัตราสูงสุด

3 รูปแบบการวางสองภาษาที่พบบ่อยบนป้ายบริษัท

รูปแบบแรกคือการวางซ้อนบน-ล่าง โดยชื่อไทยอยู่บรรทัดบนและชื่ออังกฤษอยู่บรรทัดล่าง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ปลอดภัยที่สุดในแง่ภาษี รูปแบบที่สองคือการวางคู่ขนานซ้าย-ขวา ซึ่งดูทันสมัยแต่มีความเสี่ยงเรื่องการตีความ ส่วนรูปแบบที่สามคือการแยกเป็นสองป้ายคนละแผ่น ซึ่งจะถูกประเมินภาษีแยกกันทีละป้ายและมักไม่ได้ช่วยประหยัดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดเกี่ยวกับป้ายสองภาษา

ความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งคือคิดว่าโลโก้ที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ "ไม่นับ" เพราะเป็นภาพ ความจริงคือถ้าโลโก้นั้นอ่านออกเป็นตัวอักษรต่างประเทศและวางอยู่เหนือชื่อไทย ป้ายก็เข้าข่ายประเภทที่ 3 ได้ อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าทำป้ายเล็กลงแล้วภาษีจะถูกลงเรื่อย ๆ ทั้งที่กฎหมายกำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ที่ 200 บาทต่อป้าย

.

ข้อดีของการทำป้ายบริษัทสองภาษา

แม้จะมีต้นทุนเพิ่ม แต่ป้ายสองภาษาก็ให้ประโยชน์ที่จับต้องได้ชัดเจนสำหรับธุรกิจบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องติดต่อกับต่างชาติเป็นประจำ

ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดคือความน่าเชื่อถือเวลามีลูกค้า คู่ค้า หรือทีมตรวจประเมินจากต่างประเทศเข้ามาที่โรงงาน ป้ายที่มีชื่อภาษาอังกฤษตรงกับที่จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าช่วยยืนยันตัวตนขององค์กรได้ทันที นอกจากนี้ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานเรียงติดกันหลายสิบแห่ง ป้ายสองภาษายังช่วยลดปัญหารถขนส่งและซัพพลายเออร์หาที่ตั้งไม่เจอ ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่หลายบริษัทมองข้าม

.

ข้อเสียและต้นทุนแฝงที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

อีกด้านหนึ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดทางกายภาพ ซึ่งไม่ได้จบแค่ตอนสั่งผลิต

ต้นทุนที่หนักที่สุดคือภาษีป้าย เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายทุกปีตลอดอายุการใช้งานของป้าย ไม่ใช่จ่ายครั้งเดียวเหมือนค่าผลิต นอกจากนี้การใส่สองภาษาลงบนป้ายขนาดเท่าเดิมยังทำให้ตัวอักษรแต่ละบรรทัดเล็กลง ส่งผลต่อระยะการมองเห็นโดยตรง หากจำเป็นต้องขยายป้ายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรักษาความชัด ก็จะมีทั้งค่าวัสดุและค่าโครงสร้างเพิ่มตามมาอีกทอดหนึ่ง

.

ภาษีป้ายกับป้ายสองภาษา — ตัวเลขจริงที่ต้องคำนวณก่อนสั่งผลิต

หลายคนตัดสินใจจากความรู้สึก ทั้งที่เรื่องนี้คำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้ตรง ๆ ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย พ.ศ. 2563

.

ประเภทป้าย

อัตรา (ป้ายนิ่ง)

อัตรา (ป้ายเคลื่อนไหว)

อักษรไทยล้วน

5 บาท

10 บาท

ไทยปนต่างประเทศ (ไทยอยู่บน)

26 บาท

52 บาท

ไม่มีอักษรไทย หรือไทยอยู่ล่าง

50 บาท

52 บาท


อัตราต่อพื้นที่ทุก ๆ 500 ตารางเซนติเมตร

ลองคำนวณจากป้ายหน้าโรงงานขนาด 400 x 100 เซนติเมตร ซึ่งมีพื้นที่ 40,000 ตารางเซนติเมตร หากเป็นภาษาไทยล้วนจะเสียภาษีปีละ 400 บาท หากเป็นสองภาษาโดยวางไทยอยู่บนจะเสีย 2,080 บาท และหากเป็นภาษาอังกฤษล้วนจะพุ่งไปถึง 4,000 บาทต่อปี ส่วนต่างระหว่างแบบที่สองกับแบบที่สามคือเกือบสองพันบาททุกปี 

.

การทำป้ายบริษัทสองภาษาให้ถูกต้อง และไม่ถูกจัดเป็นประเภทที่ 3

เมื่อรู้ตัวเลขแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะทำสองภาษาหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้อยู่ในประเภทที่ 2 ไม่ใช่ประเภทที่ 3

หัวใจของการทำป้ายบริษัทสองภาษาให้ถูกต้องมีอยู่สามข้อ 

  1. อักษรไทยทุกตัวต้องอยู่เหนืออักษรต่างประเทศ 

  2. อักษรไทยต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าและไม่ถูกบดบัง

  3. ระวังโลโก้หรือเครื่องหมายจากบริษัทแม่ต่างชาติที่มักถูกวางไว้ด้านบนสุดตามคู่มือแบรนด์ กรณีนี้ควรปรึกษาผู้ผลิตและเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อนสรุปแบบ เพราะการแก้ป้ายหลังติดตั้งแล้วมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการวางแผนตั้งแต่ต้นมาก

.

หลักการออกแบบป้ายสองภาษาให้อ่านง่าย ไม่ดูรก

ป้ายสองภาษาที่ออกแบบไม่ดีจะดูแน่นและอ่านยากกว่าป้ายภาษาเดียวอย่างเห็นได้ชัด จึงต้องอาศัยหลักการจัดวางที่รัดกุม

สิ่งที่ควรระวังที่สุดคือการจับคู่ฟอนต์ เพราะตัวอักษรไทยมีสระบน สระล่าง และวรรณยุกต์ที่กินพื้นที่แนวตั้งมากกว่าตัวอักษรอังกฤษ หากตั้งขนาดเท่ากันตรง ๆ ภาพรวมจะดูไม่สมดุล แนวทางที่ใช้ได้ผลคือให้ชื่อภาษาไทยเป็นตัวหลักที่ใหญ่และเด่นชัด แล้วให้ชื่อภาษาอังกฤษเป็นบรรทัดรองที่เล็กลงราวหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ พร้อมเว้นระยะระหว่างบรรทัดให้เพียงพอ เพื่อให้สายตาอ่านได้เป็นลำดับโดยไม่สับสน

.

เลือกวัสดุอย่างไรให้ป้ายสองภาษาคุ้มค่าที่สุด

เมื่อมีตัวอักษรสองชุดบนป้ายเดียว การเลือกวัสดุจะมีผลทั้งต่องบประมาณและความคมชัดของงานมากกว่าป้ายภาษาเดียว

สำหรับป้ายชื่อบริษัทหน้าออฟฟิศหรือในโถงต้อนรับที่ผู้คนมองในระยะใกล้ป้ายสแตนเลส ตอบโจทย์ที่สุด เพราะให้ผิวงานเรียบหรู ทนสภาพอากาศได้ยาวนาน และตัดตัวอักษรได้คมแม้ในจุดที่สระและวรรณยุกต์มีรายละเอียดเล็ก ส่วนป้ายขนาดใหญ่หน้าโรงงานหรือบนอาคารสูงที่ต้องคุมน้ำหนักโครงสร้างป้ายคอมโพสิต จะคุ้มค่ากว่า เพราะน้ำหนักเบา ทำพื้นที่กว้างได้ในงบที่ควบคุมได้ และรองรับการติดตั้งตัวอักษรลอยด้านหน้าได้ดี

.

ป้ายสองภาษาในโรงงาน ไม่ได้มีแค่ป้ายชื่อหน้าโรงงาน

อีกเรื่องที่มักถูกลืมในขั้นตอนวางแผนคือ ป้ายในโรงงานหนึ่งแห่งไม่ได้มีแค่ป้ายชื่อบริษัทเพียงป้ายเดียว

ในทางปฏิบัติยังมีป้ายบอกทาง ป้ายจุดรวมพล ป้ายเตือนความปลอดภัย และป้ายบอกโซนการผลิต ซึ่งหลายโรงงานจำเป็นต้องทำสองภาษาหรือมากกว่านั้นอยู่แล้ว เพราะมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่จริง ข่าวดีคือป้ายภายในอาคารบางประเภทที่มีพื้นที่ไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอาจได้รับยกเว้นภาษีป้าย การวางแผนระบบป้ายทั้งโครงการพร้อมกันตั้งแต่ช่วงก่อสร้างจึงช่วยคุมทั้งงบประมาณและความสม่ำเสมอของภาพลักษณ์ได้ดีกว่าการทยอยทำทีละจุด

.

สรุป ป้ายสองภาษาดีไหมสำหรับธุรกิจ

หากธุรกิจของคุณมีลูกค้า คู่ค้า หรือทีมตรวจประเมินจากต่างประเทศเข้าออกเป็นประจำ ส่วนต่างภาษีปีละไม่กี่พันบาทถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความน่าเชื่อถือที่ได้กลับมา แต่หากลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นคนไทยและป้ายทำหน้าที่เพียงบอกที่ตั้ง การใช้ภาษาไทยล้วนก็เพียงพอและประหยัดกว่าอย่างชัดเจน

หากยังไม่แน่ใจว่าแบบไหนเหมาะกับหน้างานของคุณ 

ทีมงาน Piya Sign ยินดีให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ประเมินประเภทภาษี ไปจนถึงการผลิตและติดตั้งจริง สามารถดูรายละเอียดบริการรับทำป้ายบริษัทหรือส่งแบบเข้ามาให้เราช่วยตรวจสอบก่อนสั่งผลิตได้เลย

ติดต่อสอบถาม

Line ID:@piyasign

Email: info@piyasign.com

Tel: 095 689 3942 , 092 282 1659

.

H2: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับป้ายบริษัทสองภาษา (FAQs)

Q: ป้ายสองภาษาเสียภาษีแพงกว่าป้ายภาษาไทยล้วนกี่เท่า

A: ประมาณห้าเท่าสำหรับป้ายนิ่ง เพราะอัตราเปลี่ยนจาก 5 บาทเป็น 26 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร และหากไม่มีภาษาไทยเลยจะขยับเป็น 50 บาท

Q: วางชื่อไทยกับอังกฤษไว้บรรทัดเดียวกันซ้าย-ขวา จะถูกคิดภาษีประเภทไหน

A: กรณีนี้ขึ้นอยู่กับการตีความของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพราะกฎหมายใช้คำว่าอักษรไทยต้องไม่อยู่ใต้หรือต่ำกว่า แนะนำให้ยืนยันกับสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ในพื้นที่ก่อนผลิต

Q: โลโก้ที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ทำให้ป้ายเปลี่ยนประเภทหรือไม่

A: มีโอกาสสูง หากโลโก้นั้นอ่านออกเป็นตัวอักษรและวางอยู่เหนือชื่อภาษาไทย ทางแก้คือจัดชื่อไทยไว้บรรทัดบนสุดเสมอ

Q: แยกทำสองป้าย ป้ายไทยกับป้ายอังกฤษ ประหยัดกว่าไหม

A: โดยทั่วไปไม่ประหยัด เพราะแต่ละป้ายจะถูกประเมินแยกกัน และแต่ละป้ายมีอัตราภาษีขั้นต่ำ 200 บาท